ทำไมต้องเทรดค่าเงินต่างประเทศ forex?

ทำไมต้องเทรดค่าเงินต่างประเทศ forex?

why-trade-forex

วันนี้มาแปลก จั่วหัวข้อบทความเรื่อง ทำไมต้องเทรดค่าเงินต่างประเทศ forex อาจจะนอกเรื่องของการพนันบาคาร่าออกไปนิดนึงนะคะ พอดีมีลูกค้าท่านหนึ่งสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับ forex มา ก็เลยถือโอกาสเอามาลงไว้เป็นบทความ เผื่อว่า ลูกค้าท่านอื่น ๆ หรือผู้ที่สนใจ แวะผ่านมาอ่านจะได้ทำความเข้าใจไปพร้อม ๆ กัน

อย่างที่เรา ๆ ทราบกันดีว่าการพนันบาคาร่า ก็เป็นการเสี่ยงดวง วัดดวงอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ต้องใช้ทั้งประสบการณ์ การคิด คำนวณ ตามทฤษฎี กลยุทธ์ และเทคนิคต่างๆ ที่จะใช้ในการพนัน

Forex คืออะไร?

Forex ย่อมาจาก Foreign Exchange หรือแปลตามตัวได้ว่า อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งแต่ละวันจะมีการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศกันมากกว่า พันล้านล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่าค่า GDP ของทั้งโลกด้วยซ้ำ

กำไรจากForex เกิดขึ้นได้ยังไง?

กำไรจาก Forex เกิดจากช่องว่างการแลกเปลี่ยนระหว่างเงิน ซึ่งค่าเงินนั้นจะเปลียนแปลงตามระยะเวลาที่แตกต่างกัน หากมีปัจจัยที่กระทบต่อค่าเงิน เช่น อัตราดอกเบี้ยยูโรโซน EuroDeposit 3 เดือน (Euribor) พันธบัตรรัฐบาล ข้อมูลเศรษฐกิจ ตัวชี้วัดต่างๆ ปัจจัยทางการเมือง และอื่นที่เกี่ยวข้อง ก็จะสามารถมีผลต่อการแลกแปลงค่าเงินนั้นได้ เราจึงอาศัยช่องว่างนี้ในการหากำไรที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น อัตราแลกเปลี่ยน EUR/USD ในปัจจุบันอยูที่ 1.2800 ในอนาคตอาจจะอยู่ที่ 1.3200 หากเราสามารถคาดการได้โดยอาจจะอาศัยข้อมูลข่าวสาร เราก็สามารถทำกำไร โดยการเปิดออเดอร์ Buy เข้าไป เมื่อค่าเงินขึ้นถึงจุดที่เราต้องการ เราก็สามารถทำกำไรในส่วนที่สูงขึ้น ตามหลัก ซื้อถูกขายแพง แต่ตรงกันข้ามหากเราคิดว่าในอนาคตอัตราการแลกเปลี่ยนจะเปลี่ยนแปลงในทิศทางลงเราอาจจะเปิดออเดอร์ Sell เพื่อที่จะทำกำไรได้เช่นกันตามหลัก ขายแพงซื้อถูก ซึ่งตลาด Forex เราสามารถทำกำไรได้ทั้งสองทาง

ความหมายของคู่ค้าเงิน EUR/USD คือ เงินสกุลยูโรเทียบกับ ดอลล่าสหรัฐฯ โดยสกุลเงินด้านซ่้ายเรียกว่า Base Currency ส่วนด้านขวาเรียกว่า Quot Currency

ยกตัวอย่างเช่น

  • ถ้าคู่เงิน EUR/USD หรือ E/U มีราคาตลาด 1.2800 ก็หมายความว่า ณ ขณะนั้นตลาดซื้อขายคุณจะต้องใช้เงิน 1.2800 ดอลล่าสหรัฐเพื่อซื้อเงิน 1 ยูโร
  • ถ้าราคาเปลี่ยนเป็น 1.3200 ก็หมายความว่า ค่าเงินยูโรแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับ ดอลล่าสหรัฐ ตลาดซื้อขาย EUR/USD ที่ 1.3250 ดอลล่าสหรัฐ/ยูโร นั่นเอง
  • ในทางตรงกันข้ามหาก ราคาลดลงเหลือ 1.2730 แสดงว่า เงินยูโรอ่อนค่าลง(หรือดอลล่าร์ แข็งค่าขึ้น) จนตลาดซื้อขายเพียง 1.2730 ดอลล่าสหรัฐ/ ยูโร

ดังนั้นเวลาดูกราฟ อย่าได้สับสนไป เช่น ถ้าดูกราฟ EUR/USD ให้เราดูเลยว่า หากค่าเงินไหนเป็นค่าเงินแรกค่าเงินนั้นแข็งกราฟจะขึ้น แต่ถ้าค่าเงินนั้นอ่อนกราฟจะลง ตัวอย่างเช่น ถ้า USD อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับ EUR กราฟจะไปในทิศทางขึ้น ลักษณะกราฟขึ้นนั้นมีได้ 3 กรณีคือ 1. EUR แข็งค่า 2. USD อ่อนค่า 3. EURแข็งค่าในขณะเดียวกัน USD ก็อ่อนค่าลง แต่ตรงกันข้ามลักษณะกราฟลงนั้นมีได้ 3 กรณีเช่นกันคือ 1. EUR อ่อนค่า 2. USD แข็งค่า 3. EURอ่อนค่าในขณะเดียวกัน USD ก็แข็งค่าขึ้น ไม่ว่าลักษณะใหน ในกรณีที่ 3 จะมีการวิ่งที่แรงมากกว่ากรณีที่ 1 และ 2

จุดเด่นของตลาด Forex มีอะไรบ้าง? ทำไมถึงเลือกตลาด Forex?

ตลาด Forex นั้นเปิดทำการ 5 วัน สามารถเทรดได้ 24 ชั่วโมง เราจึงสามารถทำกำไรได้ตลอดเวลา เพียงแค่คุณเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่บ้านหรือที่ใหนก็ตามที่คุณสะดวก ในการธุรกรรมซื้อขายแลกเปลี่ยน
ตลาด Forex นั้นไม่มีค่าคอมมิชชั่น ค่าเคลียริ่ง หรือค่าธรรมเนียมใดๆทั้งสิ้น แต่โบรกเกอร์จะได้ค่าตอบแทนจาก อัตราค่าส่วนต่างของราคาเสนอซื้อกับราคาเสนอขาย ซึ่งจะเป็นการดีในการลดต้นทุนการเทรดของเรา ทำให้เราไม่เสียค่าใช้จ่ายที่มากเกินความจำเป็น
ตลาด Forex นั้น ไม่สามารถปั้นราคาให้ขึ้นลงได้ หากจะทำต้องใช้เงินจำนวนมาก คุณจึงมั่นใจได้ว่าการขึ้นลงของตลาดเกิดจากปัจจัยที่มีผลกับตลาดเท่านั้น
เป็นแหล่งการเงินที่คล่องตัว สามารถซื้อขายได้ทันทีตลอดเวลา คุณจึงไม่ต้องรอให้มีผู้ซื้อหรือผู้ขาย เพราะตลาดจะเป็นผู้รองรับเอง

ประเภทของระบบเทรดของ Broker มีอะไรบ้าง ?

สำหรับโบรกเกอร์นั้นจะมีระบบการทำงานที่แตกต่างกัน โดยเราจะแบ่งออกได้เป็นสองแบบคือ Dealing Desk หรือ เรียกอีกอย่างว่า Market Maker และแบบที่สองเรียกว่า Non-Dealing Desk หรือ เรียกอีกอย่างว่า STP/ECN

ระบบการทำงานแบบ Dealing Desk คือ

ตัวเรา —> สั่งคำสั่งซื้อเข้า MT4 —> โบรกเกอร์

ยกตัวอย่าง เมื่อเราส่งคำสั่งไปยังโบรกที่เป็นแบบ Dealing Desk เมื่อเราได้กำไรจากตรงนั้นโบรกเกอร์ก็จะส่งคำสั่งไปที่แบงค์หาลูกค้าคนอื่นหรือไปที่แบงค์เพื่อเอาเงินมาให้เรา ส่วนที่เสียก็จะเป็นกำไรของโบรกเกอร์ไป จากค่า Spread ของโบรกที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งเราเรียกว่า Market Maker และ Dealing Desk จะเป็นคนกำหนดราคาอัตราการแลกเปลี่ยนเองก็คือจะเป็นราคาของโบรกเกอร์ที่ไม่ใช่ราคาจาก Liquidity Provider หรือเราเรียกว่า แบงค์ หรือ จาก บ.ที่ป้อนราคา บิด และ ออฟเฟอ ให้กับโบรก ซึ่งเราจะไม่เห็นราคาจริงๆ แต่ราคานั้นก็ไม่แตกต่างกันมาก อาจจะช้ากว่าราคาจริงประมาณ 2-4 วินาที

ระบบการทำงานแบบ ECN/STP หรือ Non-Dealing Desk (NDD) คือ

ตัวเรา —> สั่งคำสั่งซื้อเข้า MT4 —> โบรกเกอร์ —> สั่งคำสั่งซื้อเข้า STP —> ธนาคาร, Hedge Fund(ป้องกันความเสี่ยง), กองทุนรวม, ธนาคารอื่นๆ, ลูกค้าคนอื่นๆ เป็นต้น

ยกตัวอย่าง เมื่อเราส่งคำสั่งไปยังโบรกที่เป็นแบบ Non-Dealing Desk โบรกเกอร์ก็จะส่งคำสั่งไปทาง STP อีกทีหนึ่ง ซึ่ง STP นั้นจะเป็นระบบที่รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เราจึงมั่นใจได้ว่าเราได้เทรดโดยเห็นราคาจริงของตลาด จากนั้นก็จะส่งไปที่ยังธนาคาร, Hedge Fund(ป้องกันความเสี่ยง), กองทุนรวม, ธนาคารอื่นๆ หรือ ลูกค้าคนอื่นๆ ส่วนกำไรที่โบรกเกอร์จะได้นั้นคือ ค่าคอมมิชชั่นนั่นเอง

การลงทุนกับเทรดค่าเงินต่างประเทศ forex

คราวนี้มีอีกอย่างหนึ่งการลงทุนที่กำลังเป็นที่นิยม ซึ่งให้ผลประโยชน์ที่ค่อนข้างคุ้มค่า(ถ้ามีเวลาเล่นตลอด) เราไม่ต้องไปสนใจการลงทุนแบบเดิม ๆ ก็คือ การเทรดค่าเงินต่างประเทศ forex นั่นเอง ถามว่า ทำไมถึงกล่าวเช่นนั้น เหตุผลที่ตอบได้ ก็มีดังต่อไปนี้ค่ะ

  1. ไม่มีค่าคอมมิสชั่นใด ๆ ไม่มีค่าธรรมเนียมเครียริ่ง ไม่มีค่าธรรมเนียมการแลกเปลี่ยน ไม่มีค่าค่านายหน้า โบรกเกอร์ได้ค่าบริการจากการบริการของพวกเขาหรือที่เรียกว่าค่าส่วนต่างจาก bid-ask
  2. มีเงินในยืมในการเทรดก่อน Leverage เลเวลเลจ
  3. ไม่มีพ่อค้าคนกลาง ตลาดฟอเร็ก( forex ) ปราศจากพ่อค้าคนกลาง และอนุญาติให้คุณสามารถเทรดได้ตรงกับตลาดที่รับผิดชอบการแสดงราคาของคู่เงินนั้น
  4. ไม่จำกัดขนาดล๊อตในตลาดล่วงหน้าจำนวนล๊อตหรือขนาดของสัญญาถูกกำหนดไว้อย่างแน่นอน

และถึงผลประโยนช์ของการเทรด forex จะดูยั่วยวนกำไรมากแค่ไหน แต่ถ้าคุณไม่ศึกษาตัวแปรต่างที่ทำให้เกิดความเสี่ยงของเงินลงทุนของคุณ ก็ไม่ต่างอะไรกับการเล่นพนันบาคาร่า เราจึงต้องปิดความเสี่ยงตรงนี้ลง เริ่มจากความรู้ที่คุณมีมากน้อยแค่ไหน

เนื้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง :
Back to Top